การอ่านรหัส EN 388 แบบ 4 หลัก


1 ความทนทานต่อการเสียดสี

Abrasion Resistance ตัวเลขหลักที่ 1 : ความทนทานต่อการเสียด 

   เป็นการทดสอบความทนทานของวัสดุเมื่อถูกขัดถู โดยแบ่งระดับตั้งแต่ 1–4 ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งทนการเสียดสีได้มาก ซึ่งระดับ 4 สามารถทนได้มากกว่า 8,000 รอบ

 

 

2 ความทนทานต่อการบาดเฉือนแบบ Coup Test

   Blade Cut Resistance ตัวเลขหลักที่ 2 : ความทนทานต่อการบาดเฉือน (แบบ Coup Test) เป็นการใช้ใบมีดหมุนกดลงบนวัสดุภายใต้แรงคงที่ แล้ววัดจำนวนรอบก่อนที่วัสดุจะถูกตัดขาด ระดับแบ่งตั้งแต่ 1–5 โดยระดับ 5 คือทนต่อการบาดเฉือนได้สูงสุดในการทดสอบแบบนี้

 

 

3 ความทนทานต่อการฉีกขาด

   Tear Resistance ตัวเลขหลักที่ 3 : วัดแรงดึงที่วัสดุสามารถรับได้ก่อนเกิดการฉีกขาด แบ่งระดับ 1–4 ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งทนแรงดึงได้มาก

4 ความทนทานต่อการเจาะทะลุ

   Puncture Resistance ตัวเลขหลักที่ 4 : วัดแรงที่ต้องใช้ในการเจาะทะลุวัสดุด้วยหัวเหล็กปลายทู่ แบ่งระดับ 0–4 โดยระดับ 4 สามารถทนแรงกดได้ตั้งแต่ 100 นิวตันขึ้นไปการทดสอบนี้ไม่ควรตีความว่าเป็นการป้องกันเข็มหรือวัตถุปลายแหลมทุกประเภท

การทดสอบที่เพิ่มใน EN 388 ฉบับปี 2016

ต่อมาในปี 2016 มาตรฐาน EN 388 ได้รับการปรับปรุงให้มีความแม่นยำมากขึ้น

โดยเพิ่มการทดสอบอีก 2 รายการ ทำให้หลังตัวเลข 4 หลัก จะมีตัวอักษรเพิ่มขึ้นเป็นหลักที่ 5 และ 6

5 การบาดเฉือนแบบ TDM ตาม ISO 13997

ตัวอักษรหลักที่ 5 : การทดสอบการบาดเฉือนแบบ TDM (ISO 13997)
   เป็นการวัดแรงที่ต้องใช้ในการกรีดตัดวัสดุด้วยใบมีดเป็นระยะทาง 20 มิลลิเมตร ผลจะแสดงเป็นระดับ A–F โดย A คือป้องกันต่ำสุด และ F คือป้องกันสูงสุด 
ยิ่งระดับสูงยิ่งทนต่อแรงตัดภายใต้เงื่อนไขการทดสอบได้มาก

6 การป้องกันแรงกระแทก

Impact Protection ตัวอักษรหลักที่ 6 : เป็นการทดสอบเพิ่มเติมในบริเวณที่ออกแบบให้ป้องกันแรงกระแทก เช่น หลังมือหรือข้อนิ้ว

  • P หมายถึง ผ่านข้อกำหนดการทดสอบแรงกระแทก

  • หากไม่มีตัวอักษร P ต่อท้าย หมายถึงไม่มีการแสดงผลว่าผ่านการทดสอบนี้

และหากตำแหน่งใดในรหัส EN 388 แสดงเป็น X หมายถึงไม่มีการรายงานระดับประสิทธิภาพในหัวข้อนั้น ไม่ได้หมายความว่าถุงมือป้องกันอันตรายดังกล่าวไม่ได้ในทุกกรณี

 

ตัวอย่างการอ่านรหัส EN 388 4543D

  • 4 หมายถึง ความทนทานต่อการเสียดสี ระดับ 4

  • 5 หมายถึง ความทนทานต่อการบาดเฉือน แบบ Coup Test ระดับ 5

  • 4 หมายถึง ความทนทานต่อการฉีกขาด ระดับ 4

  • 3 หมายถึง ความทนทานต่อการเจาะทะลุ ระดับ 3

  • D หมายถึง ความทนทานต่อการบาดเฉือน ตาม ISO 13997 ระดับ D

 

   ผลการทดสอบแต่ละตำแหน่งประเมินคุณสมบัติคนละด้าน จึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะระดับการกันบาดเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูให้ครบตามความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงในหน้างาน

จุดที่มักเข้าใจผิดเมื่ออ่านรหัส EN 388

   รหัส EN 388 ไม่ใช่คะแนนรวม และตัวเลขที่มากกว่าไม่ได้แปลว่าถุงมือรุ่นนั้นเหมาะกับทุกงาน เพราะแต่ละตำแหน่งวัดความทนทานคนละด้าน ตัวอย่างเช่น ถุงมือที่ทนการเสียดสีสูงอาจไม่ได้มีระดับการกันบาดสูงเพียงพอสำหรับงานจับแผ่นโลหะหรือกระจก

 

   วิธีจำลำดับตัวเลข 4 หลักแบบง่าย ๆ คือ “เสียดสี - บาด - ฉีก - เจาะ” อ่านจากซ้ายไปขวา โดยเฉพาะตำแหน่งที่ 2 หรือ Coup Test มีระดับ 1 ถึง 5 ส่วนการเสียดสี การฉีกขาด และการเจาะทะลุมีระดับสูงสุดที่ 4

 

   เหตุผลที่ EN 388 ฉบับปี 2016 เพิ่มการทดสอบ TDM เข้ามา เนื่องจากวัสดุกันบาดประสิทธิภาพสูงบางชนิดอาจทำให้ใบมีดหมุนของ Coup Test ทื่อระหว่างการทดสอบ ส่งผลให้ค่าที่ได้ไม่เหมาะสำหรับใช้ประเมินวัสดุประเภทนั้น ดังนั้นถุงมือกันบาดระดับสูงควรพิจารณาค่า TDM ระดับ A ถึง F ประกอบเป็นสำคัญ

 

เลือกค่ามาตรฐานตามอันตรายของงาน

ลักษณะงานหรืออันตราย

ค่าที่ควรพิจารณา

ตัวอย่างงาน

ขัดถูหรือจับวัสดุผิวหยาบ

การเสียดสี ตัวที่ 1

งานคลังสินค้า เหล็กเส้น ไม้ และวัสดุหยาบ

สัมผัสขอบคมหรือใบมีด

Coup ตัวที่ 2 และ TDM A-F

งานแผ่นโลหะ งานกระจก และงานประกอบชิ้นส่วนคม

วัสดุถูกดึงหรือเกี่ยวจนขาด

การฉีกขาด ตัวที่ 3

งานประกอบและงานเคลื่อนย้ายวัสดุ

สัมผัสปลายแหลมหรือเศษโลหะ

การเจาะทะลุ ตัวที่ 4

งานคัดแยกเศษวัสดุและงานโลหะ

เสี่ยงแรงกระแทกบริเวณหลังมือ

ตัวอักษร P

งานเหมือง งานน้ำมันและก๊าซ และงานประกอบหนัก

ตารางนี้เป็นแนวทางเบื้องต้น การเลือกใช้จริงควรอ้างอิงการประเมินความเสี่ยง สภาพแวดล้อม วิธีทำงาน และเอกสารผลการทดสอบของถุงมือแต่ละรุ่น